เยาวชนกับประชาธิปไตย
นับตั้งแต่ ลืมตาขึ้นมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโลก ยุวชน หรือ เยาวชน จะต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ มากมายโดยที่ตัวของเยาวชนเองยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านั้นมีความหมายและมีคุณค่าอะไรต่อชีวิตของตัวเองบ้าง
เริ่มตั้งแต่วินาทีที่คลอดจากครรภ์มารดา เจ้าของชีวิตจะต้องอาศัยการเลี้ยงดูจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา และอาจจะรวมถึงเพื่อนบ้านอีกมากหน้าหลายตา นอกจากนี้ ยังต้องเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองในด้านอื่นๆ อีก เช่น พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครอง จะต้องแจ้งเกิดให้อำเภอทราบ จะต้องเกี่ยวข้องกับตลาดในเรื่องอาหารการกิน จะต้องเกี่ยวข้องกับหมอในเรื่องการรักษายามเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องเกี่ยวข้องกับข่าวสารและสาระบันเทิงจากโทรทัศน์ วิทยุ เทป ซีดี รวมไปถึงหนังสือต่างๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์เลี้ยง เช่น หมา แมว นก ปลา เป็นต้น ยังจะเกี่ยวข้องกับต้นไม้ ร่มไม้ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมรอบตัวอีกด้วย เมื่อเริ่มเติบโตขึ้นก็ต้องเข้าสู่การเรียนรู้จากระบบโรงเรียน มีครูเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตในฐานะ ผู้คอยอบรมสั่งสอนให้วิชาความรู้เรื่องต่าง ๆ เช่น การฝึกหัดเขียนหนังสือ การฝึกอ่านหนังสือให้ถูกต้อง การรู้จักระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนและคุณครูที่โรงเรียน ตลอดจน คนอื่นๆ ในครอบครัว ชุมชน และสังคม ขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลาที่เยาวชนคนนั้น ๆ เติบโตขึ้น
หากชีวิตของเยาวชนแต่ละคนได้เริ่มต้นตามที่กล่าวมา เราอาจกล่าวได้ว่าเยาวชนได้มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมาตั้งแต่ตัวเยาวชนเองไม่รู้ตัวจนเริ่มต้นได้เรียนรู้และซึมซับวิถีแห่งประชาธิปไตยโดยลำดับ
อาจมีคำถามว่า “เยาวชนเกี่ยวข้องและเรียนรู้หลักประชาธิปไตยได้อย่างไร” ประชาธิปไตย เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเด็กไม่ใช่หรือ ? แล้วเด็กๆ เยาวชนมาเกี่ยวข้องและเรียนรู้หลักประชาธิปไตยจากใคร ? และตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ถ้าจะพิจารณาความหมายของประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้แล้ว ประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแต่เพียงเรื่องระบบการปกครองเท่านั้น ประชาธิปไตย มีความหมายได้ทั้งระดับกว้างและความหมายเฉพาะ ความหมายกว้างและความหมายเฉพาะแตกต่างและสัมพันธ์กันอย่างไร ประเด็นนี้จะเป็นคำตอบว่า เยาวชนเกี่ยวข้องและเรียนรู้หลักประชาธิปไตยได้อย่างไร
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความหมายทั้ง 2 ชนิดอย่างย่นย่อ
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงความหมายทั้ง 2 ชนิดอย่างย่นย่อ
ประชาธิปไตยในความหมายเฉพาะ หมายถึง การที่ประชาชนมีอำนาจปกครองตนเองได้ ซึ่งการปกครองของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนี้จะถือเสียงข้างมาก หรือมติจากปวงชนเป็นใหญ่ เช่น ในการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ผู้ได้รับเลือกตั้งจะต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นส่วนใหญ่ หรือแม้แต่การจะก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนโดยตรง รัฐก็จะต้องทำประชาพิจารณ์ หรือการฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนนั่นเอง
ส่วนประชาธิปไตยในความหมายกว้างนั้น หมายถึงประชาธิปไตยที่เป็นวิถีชีวิตจริง ๆ ของประชาชน เช่น การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันทั้งในชีวิตประจำวันระหว่างเพื่อนกับเพื่อน หรือกับบุคคลอื่นๆ การเคารพในสิทธิของผู้อื่น ไม่ละเมิดร่างกาย ชีวิต สิ่งของ ของผู้อื่นให้ความเคารพต่อกฎเกณฑ์ของสังคมทุกระดับ ไม่ยกพวกตีกัน ไม่แซงคิวผู้อื่นขณะขึ้นรถเมล์ ไม่คุยโทรศัพท์เสียงดังขณะชมภาพยนตร์อยู่ในโรง การมีน้ำใจนักกีฬาต่อผู้อื่น รู้ผิด รู้ถูก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย การมีจิตใจเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียงต่อผู้อื่น และการมีจิตสำนึกในกิจกรรมของส่วนรวม ช่วยกันพัฒนาครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ฯลฯ ของตนให้น่าอยู่และช่วยกันทำสิ่งเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตน
จากความหมายของประชาธิปไตยที่กล่าวมาทั้ง 2ประเภท จะเห็นว่าชีวิตของเยาวชนนั้น ได้สัมผัสกับความเป็นประชาธิปไตยในระดับกว้างมาตั้งแต่เล็กซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และจะทำให้ประชาธิปไตยในความหมายเฉพาะที่ หมายถึง ระบอบการปกครองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน มีความเข้มแข็งเป็นจริงมากขึ้นเพราะประชาชนได้เรียนรู้ถึงสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความรับผิดชอบ ความเสมอภาคของตนและของผู้อื่นอย่างสมดุล ซึ่งทำให้เยาวชนได้เรียนรู้ประชาธิปไตยจากทุกคนในครอบครัว เพื่อน ๆ และคุณครูในโรงเรียน ตลอดจนเพื่อนร่วมสังคม
วิถีชีวิตประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นกับเยาวชนในลักษณะค่อย ๆ เป็นเช่นนี้ จะทำให้เยาวชน เห็นคุณค่าและตระหนักว่าการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมระบอบประชาธิปไตยมีความหมายสำหรับทุก ๆ คน เพราะทุก ๆ คน มีสิทธิ์ มีส่วน มีเสรีภาพในการพัฒนาชีวิตของตน ให้เจริญก้าวหน้า และยังสามารถมีส่วนในการเข้าร่วมพัฒนาชุมชน สังคม ประเทศ ให้เจริญก้าวหน้าในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและโลกได้พร้อม ๆ กัน หากเยาวชนมีความรู้เข้าใจและดำเนินชีวิตด้วยหลักการประชาธิปไตยตามที่กล่าวมา โลกทั้งโลกก็จะก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย
ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
สุทิน สุขดี
http://www.oknation.net/blog/Selflessness/2009/10/14/entry-1